May 03


ที่มา: http://www.storyofstuff.com/

เคยสงสัยไหมว่า..
ข้าวของเครื่องใช้รอบตัวเรามาจากไหนกันบ้าง
และมันจะเดินทางไปไหนต่อเมื่อเราโยนทิ้ง
แอนนี่ ลีโอนาร์ด (ก็ผู้หญิงคนที่อยู่ในรูปนั้นแหละ) มีคำตอบ
Continue reading »

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by หมาซ่า \\ tags: , , , , ,

Apr 30

เมื่อสมัยก่อนตอนที่ยังเรียนอยู่ปวช. ตอนปิดเทอมไปทำงานพาร์ทไทม์ ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ทำให้ได้เจอกับเพื่อนรุ่นๆ เดียวกัน แต่เค้าทำงานที่ห้างนี้มาตลอดเลย ช่วงนั้นได้เจอกับยัยนี่บ่อยมากๆ จนกลายเป็นเพื่อนที่สนิทคนนึงเลยทีเดียว เจอมันทุกวัน คุยมันทุกวัน กินข้าวกลางวันด้วยกันเกือบทุกวัน

มีอยู่วันนึงซึ่งใกล้ๆวันที่โยจะออกจากงานแล้ว เพราะใกล้เปิดเทอมเต็มที ไอ้เจ้าเพื่อนคนนี้มันถามมาว่า

“โย คิดว่าเค้าเป็นเพื่อนไหม”

โยตอบว่า “เอ๊า ใช่ซิ ไมฟระ” ประมาณว่า อินี่ถามแปลก

เพื่อนคนนี้หันมาตอบว่า “สำหรับเค้า โย น่ะ ถือว่าเป็นเพื่อนจริงๆคนนึงเลยนะ”

โยก็งง ซิ อะไรของมันเนี่ย อารมณ์ไหน แกจะมาอะไรกะฉันป่าว หรือจะประมาณว่า “เพื่อน กูรักมึงว่ะ” รึป่าว น้อ ว๊ากๆ

เพื่อนได้แต่ยิ้ม .. จนนาน กว่าจะบอกว่า สำหรับตัวมันแล้วเนี่ยมีแค่ คนรู้จัก และ เพื่อน
มันมีอันดับในใจของมันเองว่าคนๆนี้ ควรให้อยู่ในระดับไหน

โยได้แต่ขำๆ กับความคิดของเพื่อนคนนี้ในสมัยนั้น เพราะเมื่อก่อน โยบอกได้เลยว่า ทุกคนเป็นเพื่อนโยหมด ระดับความสำคัญเท่ากัน ถึงจะรู้จักกันไม่นาน โยก็สามารถให้ยืมเงินได้ ให้ความไว้วางใจกับทุกคน
หลังจากนั้นไม่นาน โยก็ต้องเปลี่ยนความคิด มาจัดอันดับเพื่อนแบบยัยคนนี้มั่งดีกว่า เพราะว่ารู้สึกเหมือนตัวเองโดนทำร้ายจากความเป็นเพื่อนที่มีให้มามากพอแล้ว

โยเลยจัดอันดับไว้บ้างประมาณนี้ล่ะ

1. เพื่อนแบบคนทั่วไป คือ เหมือนกับเป็นแค่คนรู้จัก จะให้ความสนิทสนม คุ้นเคยกันไม่มาก เจอกันทักทายบ้าง แต่ไม่ได้รู้ลึกรู้จริงของชีวิตแต่ละคน

2. เพื่อนกิน คือ เพื่อนที่สำหรับใช้ในการดำรงชีวิต คือ รู้จัก คุ้นเคย อาจจะเป็นเพื่อนที่ำทำงาน เพื่อนที่โรงเรียน รู้จักกันแค่ผิวเผิน แต่มากกว่าเพื่อนแบบแรก ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนที่จะมาเจอ มากินข้าวด้วยกัน หรือแค่เพื่อนสำหรับเที่ยวเท่านั้น

3. เพื่อนสนิท (เพื่อนจริงๆ) คือ เพื่อนที่สามารถคุย ปรับทุกข์ เล่าให้ฟังได้ทุกเรื่อง รับฟังได้ทุกอย่าง สามารถยืมเงินได้ เป็นเพื่อนที่รู้จักมักคุ้นกันเป็นพิเศษ รู้ว่าอีกฝ่าย ชอบ ไม่ชอบ อะไร เป็นคนแรกที่นึกถึง เป็นเพื่อนที่ไว้วางใจได้

การจัดอันดับจึงเริ่มต้นแต่นั้นมา พอมาวันนี้ บางทีเจอเพื่อน ที่เราคิดว่าให้ความเป็นเพื่อนเค้าเต็มที่ แต่เค้าอาจจะไม่เห็นค่า หรือว่าจัดเราเป็นเพื่อนในอีกประเภทหนึ่งของเค้า อันนี้ก็ไม่รู้ ก็ได้แต่ทำใจว่า อย่าไปคาดหวังกับความเป็นเพื่อนที่เราให้เค้าแล้วจะหวังให้เค้าตอบกลับเช่นนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็เลือกที่จะมองในมุมที่เค้าดี ๆ

คนแบบนี้ อาจจะเหมาะกับการเป็นแค่เพื่อน กิน คือ เพื่อนเฮฮา กินได้ คุยได้ สนุกสนาน

หรือ คนแบบนี้ อาจจะเหมาะกับการที่จะไว้ปรับทุกข์ พูดคุย แต่อาจจะไม่เหมาะกับการเป็นเพื่อนกิน

มันก็แล้วแต่คนแหล่ะเน๊อะ สุดท้ายแล้ว ไม่รู้ว่าพอจัดอันดับความเป็นเพื่อนใหเพื่อนตัวเองแ้ล้ว ก็อดมาคาดหวังที่จะได้รับความเป็นเพื่อนแบบเดียวกันกลับไม่ได้
เลยไม่รู้ว่าจะอะไรยังไงกับเพื่อนดี

เลยคิดไปคิดมาได้แค่ว่า เอาน่า คบได้ก็คบ คบไม่ได้ก็จบ เท่านั้นแล

ไม่รู้ว่าทุกท่าน ได้จัดอันดับความเป็นเพื่อนกันบ้างรึเปล่า

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by FreakGirL \\ tags: ,

Apr 30

 ขอบคุณภาพจาก www.manager.co.th

ช่วงนี้ถ้าใครได้ติดตามข่าวการเมืองอยู่บ้าง ก็อาจจะได้ยินเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากธรรมเนียมของคนไทยทั่วไป นั่นคือ การไม่ยืนถวายความเคารพ ขณะเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงก่อนหนังฉายในโรงหนัง

ชายที่เป็นแกนนำของคนกลุ่มนี้ บอกว่า การไม่ยืนขึ้นไม่ได้แสดงถึงความไม่จงรักภักดี เขาไม่ใช่อาชญากร และการคิดต่างก็ไม่ใช่อาชญากรรมด้วย แถมด้วยการใส่เสื้อยืดสกรีนประโยคที่ว่า “ไม่ยืน ไม่ใช่อาชญากร คิดต่าง ไม่ใช่อาชญากรรม” ไปในที่ต่างๆ อย่างเปิดเผย

เรื่องนี้ขยายวงกว้างมากขึ้น มีการพูดคุยกันในเว็บบอร์ดหลายแห่ง หลายคนแสดงความเห็นในทำนองเห็นด้วยกับชายคนดังกล่าว พร้อมทั้งด่าทอผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่างหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ว่าเป็นพวกไพร่ นิยมระบอบศักดินา พวกคลั่งเจ้า หรือพวกเผด็จการ

หากถามในฐานะของคนเป็นสื่อ ผมยอมรับว่านี่เป็นเรื่องอิสระในการแสดงความคิดเห็น

แต่หากถามในฐานะของคนไทย ผมบอกตรงๆ ว่า “สมเพชเวทนา” กับคนเหล่านี้เหลือเกิน

เอาเป็นว่าผมยังไม่ขออธิบายอะไรมากนัก ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนถึงเรื่องที่คล้ายๆ กันดูก่อนดีกว่าครับ เห็นว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่บ้างในทางใดทางหนึ่ง

**********************************

ผมเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ครับ ไปทำข่าวการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน ครั้งที่ 11 มา แต่ไม่ได้จะมาเล่าถึงรายละเอียดการประชุม หรือไม่ได้จะมาเล่าถึงสภาวะอากาศที่เชียงใหม่หรอกครับ แต่มีเรื่องระหว่างทางมาเล่าสู่กันฟังเช่นเคย

ในระหว่างที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องนักข่าวคนหนึ่งถึงเรื่องราวที่ค่อนข้างจะหมิ่นเหม่และกำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้

น้องคนนี้บอกว่า เธอเข้าไปอ่านใน blog ผมบ่อยๆ และเห็นว่าผมค่อนข้างจะเป็นคน conservative พอสมควร เนื่องจากบทความที่เขียนดูจะปกป้องสถาบันเบื้องสูงอยู่ในที

ผมจึงถามกลับไปว่า แล้วเธอล่ะคิดอย่างไร เป็นลักษณะหัวก้าวหน้าใช่ไหม เหมือนกับสิ่งที่อาจารย์ท่านหนึ่ง นามย่อว่า ส. เคยพูดถึงหรือเปล่า เธอตอบว่าไม่เชิง แต่คิดว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

หลายคนอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อนว่าอาจารย์ท่านนั้น เคยพูดว่าอะไรมาก่อน แต่ผมพอจะอธิบายสรุปคร่าวๆ ได้เท่านั้นครับว่า “การที่จะให้สถาบันใดๆ ยั่งยืน ควรต้องเปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้”

ผมบอกน้องว่า ผมไม่ใช่เป็นคน conservative อะไรนัก เพียงแต่มันมีเรื่องของศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกเหนือจากเหตุผลที่ผมเขียนไปแล้วในบทความต่างๆ

“ก็เห็นด้วยนะคะที่หลายคนก็ศรัทธา แต่เราก็ควรเปิดกว้างให้มีการพูดถึงกัน เพราะถ้ายิ่งปกปิด คนก็ยิ่งอยากรู้ และต่อให้รู้อะไรที่ไม่น่าพอใจ คนที่ยังศรัทธาจริงๆ ก็น่าจะยังศรัทธาอยู่” เธอว่าอย่างนั้น

พร้อมกันนั้น เธอยังขอความเห็นผมในเรื่องการที่กระทรวงไอซีทีปิดเว็บไซต์ youtube อีกด้วย ซึ่งผมก็ตอบไปว่า

“พี่เห็นด้วยกับกระทรวงไอซีที และอาจจะถูกมองว่าเห็นตรงข้ามกับคนทั่วไป ที่ต้องการรับรู้ข่าวสารอย่างเสรี แต่โดยส่วนตัวแล้วพี่มองว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ควรจะเคารพในสิทธิและกฎหมายของบ้านเมืองนั้นๆ และวิธีการตอบสนองของสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ที่สำคัญคือเราอยู่ประเทศไหน ก็ควรเคารพกฎหมายประเทศนั้น”

“แล้วทำไมเราต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เราไม่ได้เป็นคนร่างเองด้วยล่ะ” เธอสงสัย

“เพราะเราเป็นผู้อาศัย”

“อ้าวเหรอ เราเป็นผู้อาศัยเหรอ หนูนึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง”

“เปล่า เราเป็นผู้อาศัย” ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ

แต่สิ่งที่ผมไม่ได้บอกน้องคนนี้ไปในเวลานั้น เนื่องจากเวลาพูดคุยมีจำกัดก็คือ

สื่อต่างๆ รวมทั้งมวลชนที่ต้องการความมีอิสระเสรีในการรับรู้ข่าวสาร ที่เรียกว่า Freedom to know หรือ Right to know ก็แล้วแต่ มักจะนำข้อนี้มากล่าวอ้างถึงความชอบธรรมในการเปิดกว้างทางข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นหลักการที่ถูก ทุกคนควรมีสิทธิในการรับรู้และไม่ควรถูกปิดบังหรือปิดกั้นจากภาครัฐแต่อย่างใด

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคิดก็คือ การเปิดเผยข้อมูลหรือความอิสระเสรีในการรับรู้ข่าวสาร ควรหรือไม่ที่จะอยู่ภายใต้สิทธิของผู้ถูกเปิดเผยเช่นเดียวกัน

หากการที่ทุกคนสามารถรับรู้เรื่องราวของผู้อื่นได้อย่างอิสระเสรี มันถูกมันควรแล้วหรืออย่างไร

ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการสื่อ เป็นบุคคลที่อาจเรียกได้ว่าบุคคลสาธารณะ แม้จะยังไม่โด่งดังอะไรมากนัก แต่ก็ย่อมรับรู้ได้ถึงความไม่เป็นส่วนตัว ที่บางคนอาจอยากรับรู้มากกว่าคนอื่นๆ แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม

“คิดจะเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ” เป็นข้อความที่ติดไว้บนต้นไม้ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งผมและเพื่อนๆ รับประทานอาหารเย็นหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนครั้งนี้

อ่านแล้วก็ให้รู้สึกว่าสะท้อนใจดีแท้ แม้จะเป็นความจริง แต่บางครั้งใครบางคนอาจไม่ได้ “หวัง” จะเป็นคนดังก็เป็นได้ อาจเป็นภาวะจำยอม แต่กลับต้องมารับภาระเรื่องความกระหายใคร่รู้ของคนทั่วไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

คงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก ที่มีคนอยากมาขุดคุ้ยเรื่องราวส่วนตัวของเรา ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ

คุณจะใส่กางเกงในขาด ตูดเป็นสิว หรือคันในร่มผ้า มันก็เรื่องของคุณ และเชื่อว่าคุณคงไม่อยากให้ใครรู้ แต่ถ้ามีคนที่คิดว่าคนอื่นอยากรู้ล่ะ แล้วนำเรื่องนี้ไปเปิดเผยต่อสาธารณะ

คุณคิดอย่างไร

หากครอบครัวของคุณไม่มีความอบอุ่น บ้านแตกสาแหรกขาด พ่อมีเมียน้อย แม่มีชู้ ปู่มีเด็ก อาเจ็กเป็นเกย์ แล้วเพื่อนคุณเร่ไปบอกชาวบ้าน โพนทะนาให้คนอื่นรู้ไปทั่วตำบล แล้วมาบอกคุณว่า “นี่เป็นสิทธิของชาวบ้านที่จะรับรู้ข้อมูล ควรมีการเปิดกว้างให้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเสรี”

คุณคิดอย่างไร

ผมไม่สามารถพูดตรงๆ ได้ จึงขอยกตัวอย่างแบบนี้แล้วกันครับ

หากคุณเกิดมาในตระกูลหนึ่ง ซึ่งเป็นตระกูลผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผู้ก่อตั้งเป็นทวดของทวดของทวดของคุณ ที่ต้องการสร้างโรงเรียนให้แก่ชุมชนได้ศึกษาหาความรู้

กาลเวลาผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า โรงเรียนซึ่ง ณ เวลานี้ ตกทอดมาจากทวดของทวดของทวด มาสู่ปู่ สู่พ่อ และสู่รุ่นของคุณ โดยคุณมีหน้าที่ดูแลภาพรวมทั้งหมด

ณ วันนี้ โรงเรียนเติบโตและพัฒนามากขึ้น นักเรียนเพิ่มขึ้น การจะให้โรงเรียนมีการพัฒนาทัดเทียมโรงเรียนอื่นๆ ย่อมต้องจ้างผู้บริหารเก่งๆ มาช่วยกันดูแล วางระบบ วางโครงสร้าง จัดระเบียบ และอะไรต่อมิอะไร

คุณซึ่งใหญ่สุดในโรงเรียน ปล่อยให้ผู้บริหารซึ่งเป็นมืออาชีพดูแลกันได้อย่างเต็มที่ คุณเพียงอยู่เบื้องหลังคอยดูภาพรวม และให้คำปรึกษาเท่านั้น

มาวันหนึ่ง คุณถูกขุดคุ้ย ถูกนินทา ถูกตั้งคำถาม ถึงความชอบธรรมในการปกครองโรงเรียน ทั้งนักเรียน ทั้งผู้บริหาร ทั้งครูอาจารย์ ต่างไม่เข้าใจว่าจะมีคุณไปทำไม

หลายคนไม่เข้าใจ หลายคนสงสัยว่าคุณมีหน้าที่อะไรกันแน่ และถ้าไม่มีคุณ โรงเรียนก็ไม่น่าจะเสียหายตรงไหน

หลายคนเริ่มอยากรู้เรื่องราวเบื้องลึกของคุณ อยากรู้ว่าทำไมคนรุ่นก่อนๆ จึงเทิดทูนคุณและบรรพบุรุษของคุณยิ่งนัก อยากรู้ว่าคุณจะมีเบื้องหลังที่ไม่ถูกไม่ควรอะไรหรือไม่ อันน่าจะนำมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเต็มที่ เพื่อความโปร่งใสและเท่าเทียมกัน

คำถามคือ คุณจะรู้สึกอย่างไร

เรื่องนี้สตีฟ จ็อบ คงตอบได้ดีว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อวันหนึ่งเขาถูกผู้บริหารไล่ออกจากบริษัท Apple ซึ่งเขาเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาเองกับมือ โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีความสามารถพอในการบริหาร

แล้ววันนี้ Apple เป็นอย่างไรในตลาดโลก

ผมตอบน้องนักข่าวคนนั้นไปประโยคหนึ่งว่า “ข้อมูลบางอย่าง เรื่องราวบางเรื่อง หากมันสร้างประโยชน์ต่อการรับรู้ ต่อคนฟัง หรือต่อคนอ่าน มันก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาปัญญาต่อไป แต่หากข้อมูลดังกล่าว เมื่อฟังแล้ว รู้แล้ว ไม่ทำให้เราฉลาดขึ้น เกิดปัญญามากขึ้น ที่สำคัญมันคือเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น แล้วเราจะรู้ไปทำไม”

ทุกวันนี้การก่อกำเนิดประเทศขึ้นมา ไม่ใช่ได้มาด้วยการรบพุ่งเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่ได้มาด้วยการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่การก่อตั้งประเทศ รวบรวมไพร่พลเพื่อสู้รบให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ บรรพบุรุษของเราเสียเลือดเนื้อ และเสียอะไรไปมากมาย กว่าจะได้แผ่นดินที่เรายืนอยู่ตรงนี้มาให้เราซุกหัวนอน

กาลเวลาผ่านไป ผู้ที่ยอมเสียเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน สืบลูกสืบหลานมาถึงปัจจุบัน เพื่อปกครองประเทศตามกฎหมายและประเพณี ประชาชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกลับลุกขึ้นยืน บอกว่า ขออำนาจนั้นมาสู่ประชาชนเถอะ เราต่างหากเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

และเราได้อำนาจนั้นมา พร้อมกับยกให้ผู้บริหารมืออาชีพไป ภายใต้คำสวยหรูที่ชื่อ “นายกรัฐมนตรี” ตำแหน่งนี้มีพรรคพวกในการช่วยบริหาร เรียกว่า “คณะรัฐมนตรี” มีพรรคพวกในการช่วยออกกฎหมาย เรียกว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” มีพรรคพวกในการช่วยกลั่นกรองกฎหมายที่อีกพรรคพวกหนึ่งตราออกมา เรียกว่า “สมาชิกวุฒิสภา” และยังมีอีกหลายพรรคพวกที่ประกอบขึ้นมาเป็นองค์คณะในการช่วยดูแลประเทศนี้…ที่พวกเขาไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง

ถูกต้องหากจะบอกว่า ผู้ปกครองของประเทศใดๆ ณ ปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้สร้างประเทศขึ้นมาเอง จะเอาความชอบธรรมใดๆ ในอดีตมากล่าวอ้างมิได้ แต่หากคำถามเดียวกันนี้ ถามกลับไปยังผู้มีอำนาจในการบริหาร หรือประชาชนบางคนสักนิดว่า “แล้วเราจะมีกฎหมายและประเพณีไว้เพื่ออะไร”

ผมตอบน้องนักข่าวคนนั้นไปตอนหนึ่งว่า “หากเราอยู่ประเทศไหนหรือสังคมไหน แล้วไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีปฏิบัติของประเทศนั้นหรือสังคมนั้น เราล่ะ กำลังทำในสิ่งที่ชอบธรรมอยู่หรือเปล่า”

“ถ้าเราอยากเล่นฟุตบอล เราก็ต้องทำตามกติกาของฟุตบอล ไม่ใช่นำกติกาบาสเก็ตบอลมาอ้าง ถ้าเรารับไม่ได้กับกติกาฟุตบอล เราก็ไม่ต้องเล่น และไปเล่นบาสเก็ตบอลเสียสิ”

ทุกบ้านเมืองมีกฎหมายและประเพณีเป็นหลักยึดเหนี่ยวของสังคม หากขาดสองสิ่งนี้ไป บ้านเมืองไม่มีกฎระเบียบอะไรมากำหนด ไม่มีประเพณีให้อ้างอิง แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำเพื่อใคร และทำตามหลักอะไร

บทความที่ผมเคยเขียนๆ ไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความศรัทธาส่วนบุคคล และอีกส่วนเขียนขึ้นภายใต้หลักอ้างอิงของกฎหมาย

หากสังเกตบทความเรื่อง “คำถามที่หมิ่นเหม่” และ “คิดผิดคิดใหม่ได้…ชาวพีทีวี” ก็จะเห็นว่าผมอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ หากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า “อำนาจสิทธิขาดในการเลือก แต่งตั้ง หรือถอดถอนองคมนตรี” นั้นเป็นของใคร เราในฐานะประชาชน ก็ควรเคารพกฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือรัฐธรรมนูญที่เราเพรียกหากันหนักกันหนาว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริงมิใช่หรือ

หากปากเราก็บอกว่า นี่คือรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง และเรียกร้องให้ทุกคนเคารพ พร้อมๆ กับด่าทอ คมช. ที่เป็นผู้ฉีกรัฐธรรมนูญของเรา แต่เรากลับไม่เคารพกฎข้อบังคับภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้อย่างไร

ดังนั้น หากกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกไว้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอันสูงสุด ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เมื่อการละเมิดใดเข้าข่ายการละเมิดกฎระเบียบภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงการละเมิดใดที่เข้าข่ายการละเมิดขนบประเพณีอันดีงามของไทย กระทรวงไอซีทีก็มีความชอบธรรมแล้ว ที่จะแก้ไขการละเมิดนั้นให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย

แม้กระทั่งกูเกิลเองก็ปฏิบัติต่อประเทศต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและรับไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อกูเกิลจะเข้าไปแสวงหาประโยชน์ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็จะยอมแลกเปลี่ยนประโยชน์ที่จะได้มาด้วยการปกปิดข้อมูลตามกฎหมายของประเทศนั้น

อย่างล่าสุดที่กูเกิลเซ็นเซอร์เว็บไซต์บางเว็บ ที่พาดพิงเรื่องการเมืองในประเทศจีน เพื่อแลกกับการเข้าไปเปิดตลาดในจีนอย่างสะดวกโยธิน

หรือแม้กระทั่งยาฮู ซึ่งเป็นคู่แข่งของกูเกิล ก็ยอมเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐของจีน เนื่องจากลูกค้าผู้นี้เขียนบทความพาดพิงเรื่องการเมืองในจีน และสุดท้ายหนุ่มจีนผู้นี้ก็ถูกจับและตัดสินจำคุกในที่สุด จนกระทั่งเมียของเขาต้องบินไปอเมริกาเพื่อฟ้องร้องยาฮู ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผู้ให้บริการอย่างยาฮู ไม่มีสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าแม้แต่นิดเดียว

แต่ในกรณีของไทย กูเกิลไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อันใดจากการที่จะบล็อคหรือเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ละเมิดกฎหมายไทย จึงเพิกเฉยเสีย…นี่หรือคือความชอบธรรม

หากประชาชนคนใดอยากรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่เข้าข่ายการละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือฉบับไหนๆ ก็ตามที่ผ่านมา อันเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย ก็ควรไปรับรู้ที่อื่น ที่ไหนก็ได้…ที่ไม่ใช่ประเทศไทย

…เพราะถ้าใครไม่ชอบกติกานี้ ก็เลิกเล่นเสีย แล้วหันไปเล่นตามกติกาอื่น ก็ไม่มีใครว่าอะไรครับ

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by baramee \\ tags: , ,

Apr 25

แม้อาหารญี่ปุ่นอาจจะเป็นหนึ่งในอาหารโปรดของเรา แต่ อุด้ง กลับเป็นอาหารประเภทเส้นของญี่ปุ่นที่เรายังไม่เคยลองลิ้มชิมรสเลยแม้สักครั้ง อาจเพราะอาหารจำพวกเส้นอย่าง อุด้ง ชนิดนี้ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยเท่าเส้นโซบะ หรือเส้นราเมน ที่ดูเหมือนว่าจะเดินทางมาขยายขอบเขตวัฒนธรรมการกินอาหารเส้นแบบญี่ปุ่นเนิ่นนานกว่าเส้นอุด้ง

อุด้ง ในห้วงความทรงจำอันไม่นานนักของเรา เกิดขึ้นเมื่อคราวได้มีโอกาสดูรายการ ทีวีแชมเปี้ยน ผ่านทางยูบีซีเคเบิ้ลทีวีราว 3 ปีที่แล้ว เป็นรายการที่นำพาเราไปทำความรู้จักกับอุด้งได้อย่างน่าสนุกสนาน ชวนตื่นตาตื่นใจตลอดเวลาของการเดินไปตามเส้นทาง เพื่อนำพาผู้ชมไปสัมผัสความแตกต่างหลากหลายของร้านอุด้งที่มีชื่อเสียงนับหลายร้อยร้านบนเกาะแก่งต่าง ๆ ของดินแดนแห่งดอกซากุระแห่งนี้

จนทำให้เราแอบคิดในใจ ฝันเงียบอยู่คนเดียวว่าอยากจะเปิด ร้านขายอุด้ง เป็นของตัวเองดูสักครั้ง แต่ฝันนั้นก็ยังเป็นคงเป็นอากาศธาตุไร้ตัวตนมาจนบัดนี้ ก็เพราะลำพังแค่จะทำอาหารทานเองยังต้องพึ่งพาฝีมือทำอาหารของแม่ ประทังชีวิตให้อยู่รอดในทุกวันนี้นั่นเอง ฝัน (ลม ๆ แล้ง ๆ) ที่อยากจะเปิดร้านอุด้งจึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักความฝันของเราไปโดยปริยาย

และแล้ว ไม่นานมานี้ อุด้ง ก็ได้กลับมาสร้างความสนุกนานเบิกบานในความรู้สึกของเราอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เราได้รู้จัก อุด้ง ที่มากขึ้นกว่าเดิม ที่เสริมด้วยความรู้สึกอันละเอียดอ่อน ดังเส้นอุด้งชั้นดีที่ต้องแน่นเหนียว แต่ก็มีความอ่อนนุ่มในตัวเอง

อุด้งที่เราได้รู้จักมากขึ้นครั้งนี้ ผ่านประสาทสัมผัสของเราด้วยภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวตลกรื่นรมย์ ที่ตั้งชื่อเรื่องแบบตรงตัวว่า “UDON”  นอกจากหนังเรื่องนี้จะบอกเล่าถึง ความน่ารับประทานของอุด้งหลากหลายตำหรับ กรรมวิธีในการผลิตเส้นอุด้ง การจุดกระแสคความคลั่งไคล้เส้นอุด้งในมวลหมู่ผู้คนแล้ว ในแง่อารมณ์และความรูสึก หนังยังบอกเล่าลงลึกไปถึงหัวจิตหัวใจที่ผู้ปรุงอาหารต่างใส่ลงไปในอุด้งทุกชามได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจคนดูยิ่งนัก

โคสุเกะ หนุ่ม (ไม่น้อย) ผู้ฝันอยากจะเป็นนักแสดงตลกเดี่ยวไมโครโฟนชื่อก้อง เดินทางไป นิวยอร์ก เพื่อตามฝันของตัวเอง และส่วนหนึ่งลึก ๆ ในใจก็เพื่อลบล้างความรู้สึกลึก ๆ ในใจที่ไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็น ไอตี๋ลูกร้านอุด้ง

แต่เขาก็คว้าน้ำเหลว (พร้อมหนี้สิน) กลับมาอย่างไม่เป็นท่า เดินคอตกลับบ้านเกิดเมืองนอน ณ “ซานุกิ เมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 1 ล้านกว่าคน แต่กลับมาร้านอุด้งกว่า 900 ร้าน (ในขณะที่โตเกียวมีประชากรหลายสิบล้านคน แต่กลับมีร้านแมคโดนัลด์เพียง 500 ร้าน) จะเรียกอีกชื่อว่าเป็น เมืองอุด้ง ก็คงไม่ผิดนัก

แม้จะไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน แต่ความล้มเหลวครั้งนี้ ก็ไม่ได้ส่งผลให้เขาเปลี่ยนความคิดไปสืบทอดกิจการร้านขายอุด้งของพ่อ เขาหันไปทำงานเป็นพนักงานขายให้กับนิตยสารท้องถิ่นฉบับหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานในสำนักงานเพียง 5 คน (แต่ละคนเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งไฟฝัน) เท่านั้น ลำพังยอดขายนิตยสารที่มีอยู่เดิมจำนวน 5,000 ฉบับต่อเดือน ยังไม่ทำให้เขามั่นใจได้ว่าค่าคอมมิสชั่นที่รับ จะเพียงพอเลี้ยงตัวหรือไม่ เพียงพอจะจ่ายหนี้สินที่ติดตัวได้หมดเมื่อไหร่

แต่แล้ว ด้วยความที่ “โคสุเกะ เป็นคนไม่เคยลดละความพยายาม และมองโลกในแง่งามเสมอ แม้ในโมงยามที่ชีวิตมืดมนอนธการเพียงใด วันหนึ่ง ด้วยบังเอิญเขาก็ได้พบไอเดียที่นำไปสู่หนทางการเพิ่มยอดขายให้กับนิตยสารที่เขาทำงานอยู่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งนั้นก็คือ “อุด้งเพียงเพราะมีคนอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับร้านอุด้งในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ จึงนำไปสู่การเพิ่มคอลัมน์ในนิตยสาร มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแนะนำร้านอุด้งในสไตล์การนำเสนอข้อมูลที่แปลกแหวกแนวกระตุ้นให้คนอ่านจำนวนมากออกตามหาร้านอุด้งที่บอกใบเป็นนัยไว้ในคอลัมน์ดังกล่าว จนกลายเป็น กระแสคลั่งไคล้อุด้ง กันไปทั่วทุกเมือง ทั่วประเทศ ใคร ๆ ต่างก็มาที่ ซานุกิ เมืองแห่งอุด้งอันลือชื่อแห่งนี้อย่างตื่นเต้น

กระแส เมื่อมีขึ้น ก็ย่อมมีลง นี่เป็นสัจธรรมที่ทีมงานทุกคนในนิตยสารที่ โคสุเกะ ทำงานอยู่ต่างเข้าใจเป็นอย่างดี เมื่อถึงเวลาทีกระแสคลั่งไคล้อุด้งจางหายไป ยอดขายนิตยสารก็ลดลงอย่างฮวบฮาบจนไม่อาจพยุงสำนักพิมพ์เอาไว้ได้ งานเลี้ยงเลิกราจบสิ้นลงแล้ว ทุกคนจึงต่างเดินแยกย้ายกันไปตามความฝันของตัวเองที่เคยละทิ้งไว้ก่อนหน้านี้กันต่อไป

โคสุเกะ กลับไปยังบ้านซึ่งเป็นร้านอุด้งของพ่อตัวเอง การกลับมาครั้งนี้เป็นการกลับมาหลังจากที่ได้เดินทางไปสัมผัสร้านอุด้งมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน่าน แต่ยังไม่เคยมาที่ร้านพ่อของเขาเองสักครั้ง แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นผลพลอยได้อย่างดี เพราะกลับทำให้เขาเข้าอกเข้าใจในอาชีพของพ่อ (ที่เขาเคยพยายามวิ่งหนีมันมาตลอด) และความรู้สึกที่ถูกเก็บงำไว้ในท่าทีที่ดูเฉยชาและมึนตึงของพ่อมากขึ้นกว่าเดิม

โคสุเกะ คิดว่าการที่เขาพยายามที่จะเป็นนักแสดงตลก ก็เพื่อต่อต้าน ลดทอน สายตาอันเย็นชา อารมณ์บนใบหน้าที่จริงจัง เคร่งขรึมไปกับการทำอุด้งอยู่ตลอดชีวิตขอพ่อ เขาอยากให้พ่อยิ้มบ้าง มันก็เท่านั้นเอง 
 

 

กลับมาคราวนี้ เขาพยายามฝึกฝนทำอุด้งเพื่อสืบทอดรสมือของพ่อ ซึ่งเคล็ดลับของการทำอุด้งให้อร่อยของพ่อ อาจมีมากมายสารพัดวิธีในแต่ละขั้นตอนอันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการผสมแป้ง การนวดแป้ง การต้มเส้น ลวกน้ำเย็น การปรุงน้ำซุป ฯลฯ

แต่เคล็ดลับสุดยอดที่สุดของการทำอุด้งของพ่อ ก็คือคำถามที่พ่อถามเขาว่า การทำให้ใครสักคนยิ้ม มันง่ายนิดเดียว แกไม่ยิ้มเหรอ เวลากินของอร่อย พ่อมีความสุขและยิ้มได้ เมื่อพ่อได้เห็นคนที่กินอุด้งของพ่อด้วยความสุขใจ และยิ้มออกมาอย่างแจ่มใส ก็เพราะรสชาติความอร่อยจากอุด้งที่พ่อตั้งใจทำอย่างสุดตัว

และสิ่งนั้น ทำให้พ่อของโคสุเกะ กระตือรือล้นออกไปส่งอุด้งให้กับเหล่านักเรียนน้อย ๆ ตามโรงเรียน และคนไข้ในโรงพยาบาลประจำถิ่นในทุก ๆ วัน ก็เพียงเพื่อเวลาสำคัญเวลานั้น เวลาที่ได้ไปแอบยืนดูรอยยิ้มของเด็ก ๆ  และคนไข้ในโรงพยาบาลที่ได้กินอุด้งของพ่อด้วยความเอร็ดอร่อยนั่นเอง และเวลานั้นพ่อก็ยิ้มได้เช่นกัน

อาหารบางอย่าง เราอาจจะสัมผัสได้ด้วยสายตา เพราะความสวยงามจากการตกแต่งประดับประดา สัมผัสด้วยจมูก เพราะกลิ่นอันหอมกรุ่นชวนกิน สัมผัสรสชาติอันอร่อยลิ้นถูกปาก แต่ในบางครั้ง คนปรุงอาหารจานนั้น ได้ส่งทอดความรู้สึกดี ๆ ผ่านรสชาติอันแสนเอร็ดอร่อย จนสัมผัสไปถึงหัวใจของเรา และทำให้ยิ้มได้อย่างลืมตัวในทันใด

อาหาร จึงเป็นอาหารทางใจสำหรับใครบางคนได้เช่นกัน แล้วคุณหละ ยังจำความสุขและรอยยิ้มเวลาที่เราได้ชิมไอศกรีมรสโปรด หรือน่องไก่ทอดอันโตๆ เมือสมัยยังเด็ก ๆ ได้ไหม ?

เรื่องราวของหนังทั้งหมดใช้วิธีการเล่าเรื่อง โดยร้อยเรียงโดยผ่านการบอกเล่าจากตัวละครที่ (น่าจะ) ค่อนข้างสำคัญอีกคนหนึ่งคือ เคียวโกะ (สาวน้อยผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนนวนิยาย แต่ด้วยปัจจัยอันไม่เอื้ออำนวยทั้งจากตัวเอง และโชคชะตา ฝันของเธอจึงเป็นได้เพียงหนึ่งในผู้ร่วมทีมในฐานะ นักเขียนคอลัมน์ในสำนักพิมพ์นิตยสารเล็ก ๆ ประจำท้องถิ่นดังกล่าว)

ด้วยความที่ เคียวโกะ ถูกกำหนดบทบาทให้เป็นเพียงในฐานะผู้เล่าเรื่อง (ในหนัง) บทบาทของเธอจึงถูกลดทอนความสำคัญให้เป็นอันดับรองลงไปจาก ตัวพระเอก พ่อพระเอก และการตามหาร้านอุด้ง

ตัวหนังเองแม้จะให้น้ำหนักไปให้กับความสนุกสนาน ตลกขบขัน เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็แบ่งโทนอารมณ์ของหนังเป็น 2  ส่วน ครึ่งแรกของหนังเน้นไปเรื่องความตื่นตา สนุกสนาน ส่วนครึ่งหลังของหนังเน้นความรู้สึกด้านอารมณ์ของตัวละครเอกของเรื่อง ปะปนไปด้วยมุกตลกที่แทรกเข้ามาประปราย เพื่อให้ยังคงโทนความเป็น Comedy ของหนังให้ต่อเนื่องทั้งเรื่อง แต่ก็เป็นมุกตลกที่เข้ากับสถานการณ์ของครึ่งหลังของกลมกลืนไปกับด้านอ่อนไหวของตัวละครอย่างมีกาลเทศะ ไม่ทำให้รู้สึกแปลกปลอมในความรู้สึกระหว่างดู

 

ตัวหนังเองยังมีจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ 2 -3 อย่าง ที่ผู้เขียนรู้สึก เช่น

อย่างแรกคือ การเปิดประเด็นขึ้นมาเฉย ๆ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือ เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง “เคียวโกะ กับ พระเอกคือ โคสุเกะ ที่แรกเริ่มเมื่อรู้จักกันนั้น ในหนังนำเสนอให้ดูเหมือนทั้งคู่ต่างพอใจในกันและกันจนอาจพัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นเรื่องราวของความรัก ที่น่าจะนำมาเสริมเป็นประเด็นรองในหนังให้มีสีสัน เพิ่มมิติของหนังได้มากขึ้น

แต่หนังก็กลับปล่อยประเด็นนี้ทิ้งเอาไว้เฉย ๆ  จนทำให้อาจดูขัดความรู้สึกคนดูอยู่บ้าง ในแง่ที่ไม่อาจทำให้เชื่อหรือมีอารมณ์ร่วมไปกับความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเคียวโกะที่อาสาช่วยโคสุเกะหัดทำเส้นอุด้งในตอนท้าย ๆ  ของเรื่องได้อย่างสนิทใจนัก

 

นอกจากนี้ยัง จู่ ๆ ก็ฉากของกลุ่มผู้บริหารของนิตยสารรายยักษ์ในโตเกียว ที่เฝ้ามองกระแสการคลั่งไคล้อุด้งที่แพร่กระจายไปทั่วประเทศ รวมถึงจับจ้องมองดูเส้นกราฟสูงชันที่บ่งบอกการเติบโตยอดการขายนิตยสารรายเล็ก ๆ (ที่พระเอกทำงานอยู่) ด้วยความอิจฉาตาร้อน ซึ่งหนังก็เปิดฉากนี้ขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่ได้มีผลอะไรส่งไปยังเรื่องราวในหนังมากนัก

กรณีการเปิดฉากขึ้นมาลอย ๆ เหมือนพยายามจงใจจับยัดลงไปตัวหนังแบบดูไม่ค่อยมีเหตุผลนี้ รวมไปถึงฉากในจินตนาการของนางเอก เกี่ยวกับการต่อสู้ปราบเหล่าวายร้ายของซุปเปอร์ฮีโร่นามว่าอุด้งแมน ซึ่งหากดูแต่ฉากนี้เดี่ยวๆ ก็ยอมรับว่าทำออกมาได้ดูเป็นไอเดียบรรเจิดที่สร้างสรรค์ดี เหมือนได้ดูงานโฆษณาในรูปแบบหนัง Sci-Fi ชิ้นดีชิ้นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น แต่เราก็กลับรู้สึกว่า ฉากนี้ดูออกจะกระชากอารมณ์คนดูหลุดออกมาจากตัวหนังมากไปเสียหน่อย จนเหมือนคนดูหลุดออกไปยังหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยสัมพันธ์กับตัวหนังนัก

แต่ท้ายที่สุด ก็ยังคงรู้สึกว่าในภาพรวมของหนังนั้นทำออกมาได้ค่อนข้างดี ในแง่ที่สามารถดึงอารมณ์คนดูให้ร่วมสนุกสนานไปการปฏิบัติการค้นหาร้านอุด้งของเหล่านักฝัน ตื่นตาไปกับความหลงใหลคลั่งไคล้ในกระแสอุด้งฟีเวอร์ รวมไปถึงซาบซึ้งตรึงใจไปกับความอ่อนไหว ความรู้สึกด้านลึกในใจของตัวละครที่สัมพันธ์กันระหว่างพ่อกับลูก ได้อย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งเรื่องที่มีความยาวพอสมควรร่วมกว่า 2 ชั่วโมง

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by lost in space \\ tags: , ,

Apr 22

จริงๆเคยเขียนไว้ในบล็อกอีกที่นึงไว้แล้วสำหรับเรื่องกรวย เพราะถือว่าเป็นควันหลงจากการที่ได้ไปดูคลับสยามซูบารุหัดจับจิมคานั่น เอ๊ย จิมคาน่า กัน เป็นเรื่องที่ไม่ตั้งใจเขียนเลยสักนิด คือเห็นรูปแล้วก็เขียนๆขึ้นมาเลย มันเลยไม่ค่อยมีอะไรมาก เพราะปกติก็คิดอะไร เขียนอะไรก็ไม่ค่อยจะเป็นอยู่แล้ว

 

อยากเอามาลงไว้ที่นี่มั่งเพราะตอนนี้อารมณ์แบบนี้ยังวนเวียนอยู่เลย เปิดมาอ่านก็เลยสะท้อนเล็กน้อย
และหาเรื่องมาอัพบล็อกไปพลางๆ ก่อนด้วย เผื่อจะคึกคักกันมั่ง อิอิ เริ่มละนะ

 

บางคนมี”กรวย 1 อัน” บางคนมี”กรวยหลายอัน” และบางคน “ไม่มีกรวยสักอัน”

 

เมื่อก่อน “เราอยู่ใกล้กัน”

 

ต่อมาระหว่าง “เธอ และ ฉัน” เว้นที่ไว้เป็นระยะปลอดภัยของกันและกัน

 

ทางข้างหน้า ยังอีกยาวไกล เธออาจจะพบใครที่ดีกว่า

 

วันนี้เธออยู่ตัวคนเดียว

 

อาจจะมีใครเดินผ่านเข้ามา…

 

หยุดอยู่ตรงหน้าและแวะทักทาย

 

บางทีเขาก็ทำให้เธอเศร้า บางคราวเขาทำให้เธอหัวเราะ

 

บางทียามเธอเหนื่อยล้า เขาก็มาประคองเธอให้ก้าวเดินต่อไป

 

พอเธอเองเริ่มหวั่นไหว… เขาก็เดินจากไป

 

บางทีเธอเหมือนตกอยู่ในอันตราย

 

แต่เขาก็ยังคอยมองดูเธออยู่ห่าง ๆ ด้วยความห่วงใย

 

และยังมีเพื่อนๆ อีกมากมายที่คอยให้กำลังใจเธอเสมอ

 

คงมีสักวันที่เธอ เจอคนที่ใช่ และดำรงชีวิตต่อได้อย่างสวยงาม….

Share/Save/Bookmark

Sphere: Related Content

written by FreakGirL